
รูปที่
1 แสดงชิ้นงานมาตรฐานวัสดุเหนียวที่ใช้ในการทดสอบแรงดึง

รูปที่ 2 แสดงชิ้นงานมาตรฐานวัสดุเปราะที่ใช้ในการทดสอบแรงดึง
แต่ถ้าเป็นวัสดุเปราะซึ่งแสดงดังรูปที่
2 เพลนที่เกิดการขาดหรือความเสียหายจะตั้งฉากกับแนวแรงดึงซึ่งเป็นเพลนที่ถูกกระทำด้วยความเค้นดึงสูงสุด
Mohrs circle ของการทดสอบแรงดึงแสดงดังรูปที่
3 ซึ่งเหมือนกันทั้งวัสดุเหนียวและเปราะ

รูปที่ 3 Mohrs circle ของการทดสอบแรงดึง
รูปที่
4 ชิ้นงานที่ผ่านการทดสอบแรงบิด (a) วัสดุเหนียว
(b) วัสดุเปราะ
รูปที่ 4 แสดงชิ้นงานที่ผ่านการทดสอบแรงบิด
ซึ่งรูปทางด้านซ้ายเป็นวัสดุเหนียว เพลนที่เกิดการขาดหรือเกิดความเสียหายจะเป็นเพลนที่มีความเค้นเฉือนสูงสุด
แต่ถ้าเป็นวัสดุเปราะด้านขวา เพลนที่เกิดความเสียหายจะเป็นเพลนที่ทำมุม
45 ? กับแนวแกนซึ่งเป็นเพลนที่เกิดความเค้นฉากสูงสุด
ดังนั้นการทดสอบแรงดึงและแรงบิดจึงช่วยสนับสนุนให้เห็นว่าวัสดุเหนียวมีค่า
Shear strength ต่ำสุด จึงเกิดความเสียหายเนื่องจาก
Shear stress ส่วนวัสดุเปราะมีค่า Tensile strength
ที่ต่ำที่สุดจึงเกิดความเสียหายเนื่องจาก Tensile
stress

รูปที่
5 Mohrs circle สำหรับการทดสอบแรงดึงและแรงกดของทั้ง
Even และ Uneven materials
รูปที่
5 แสดง Mohrs circle สำหรับการทดสอบแรงดึงและแรงกดของทั้ง
Even และ Uneven materials เส้นตรงที่ลากสัมผัสวงกลมทั้งสองเรียกว่า
failure lines พื้นที่ที่ถูกปิดล้อมด้วยวงกลมและ
failure lines เป็นย่านที่ปลอดภัย ในกรณีของ Even
materials failure lines ถูกสร้างขึ้นจากค่าความเค้นเฉือน
ไม่ขึ้นกับค่าความเค้นฉาก แต่ในกรณีของ Uneven
materials failure lines ขึ้นอยู่กับทั้งค่าความเค้นเฉือนและค่าความเค้นฉาก
ถ้าเทียบกับการทดสอบแรงดึงของ Uneven materials
กับรูปที่ 5(b) ความเค้นฉากสูงสุดที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นความเค้นดึงในแนวแกนอยู่บนขอบของวงกลมบนแกน
s ทางด้านขวาของรูปซึ่งเป็นจุดที่เริ่มจะเกิดความเสียหายแต่ความเค้นเฉือนสูงสุดที่เกิดขึ้นขณะนั้นซึ่งทำมุม
45 ? กับแนวแกนที่รับแรงและมีค่าเป็นครึ่งหนึ่งของความเค้นดึงยังอยู่ในย่านที่ปลอดภัยซึ่งแสดงด้วยจุดบนขอบของวงกลมวงเล็กที่มีค่าความเค้นเฉือนสูงสุด
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่า Uneven materials
เสียหายเนื่องจากความเค้นดึง ซึ่งมีทฤษฎีที่สำคัญที่เป็นที่นิยมอยู่สามทฤษฎีคือ
Maximum Normal Stress, Coulomb-Mohr และ Modified-Mohr
Theory
1.
Maximum Normal Stress Theory ทฤษฎีนี้กล่าวว่าวัสดุจะเกิดความเสียหาย
เมื่อเกิดความเค้นฉากภายในเนื้อวัสดุนั้นถึงค่า
Ultimate tensile strength ของวัสดุ รูปที่
6 แสดงขอบเขตความปลอดภัยของวัสดุเปราะของ Maximum
Normal Stress Theory ในสองมิติ ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ในควอดแดรนท์ที่ 1 และ 3 ค่าของ Maximum Normal
Stress Theory จะเท่ากับค่าของ Maximum Shear
Stress Theory แต่ในควอดแดรนท์ที่ 2 และ 4ขอบเขตของทฤษฎีนี้จะอยู่ข้างนอกหรือมากกว่าทั้ง
Maximum Shear Stress Theory และ Distorsion
Energy Theory จากการทดลองจะแสดงให้เห็นว่าสำหรับวัสดุเปราะการเสียหายจะใกล้เคียงกับ
Maximum Normal Stress Theory มากกว่าทฤษฎีสำหรับวัสดุเหนียวทั้งสองทฤษฎี(
Maximum shear stress และ Distorsion energy
theory )
รูปที่ 6 ขอบเขตความปลอดภัยของวัสดุเปราะของ
Maximum Normal Stress theory
2.
Coulomb-Mohr Theory เนื่องจากวัสดุเปราะมักจะมีพฤติกรรมเป็นแบบ
Uneven materials จึงมีการปรับ Maximum Normal
Stress Theory ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นซึ่งแสดงในรูปที่
7 ด้วยเฉดสีเทา แต่จะใช้ได้กับวัสดุจริงในควอดแดรนท์ที่
1 และ 3 ส่วนควอดแดรนท์ที่ 2 และ 4 ไม่ตรงกับผลการทดลอง
จึงได้มีผู้คิดค้น Coulomb-Mohr Theory โดยการเชื่อมจุดที่อยู่ตรงข้ามกันด้วยเส้นทแยงมุมของควอดแดรนท์ที่
2 และ 4 แสดงด้วยเฉดสีชมพูจางๆในรูปที่ 7 ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับ
Distorsion Energy Theory แต่ต่างกันตรงที่
Coulomb-Mohr Theory จะไม่สมมาตรเนื่องจากผลของ
Uneven และใช้ Ultimate Strength แทน Yield
Strength รูปที่ 8 แสดงผลของการทดสอบวัสดุเปราะเทียบกับ
Coulomb-Mohr Theory ในควอดแดรนท์ที่สี่ยังไม่ตรงกับทฤษฎีนี้
จุดที่เกิดความเสียหายจะอยู่นอกขอบเขตซึ่งหมายความว่ายังมีการเผื่อค่าความปลอดภัยมากเกินไป
รูปที่
7 ขอบเขตความปลอดภัยของวัสดุเปราะ

รูปที่
9 ภาวะของความเค้นของวัสดุเปราะ
รูปที่
8 ผลการทดสอบวัสดุเปราะเทียบกับทฤษฎีต่างๆ
3.
Modified-Mohr Theory จากการทดสอบวัสดุเปราะ
ดังรูปที่ 8 ผลที่ได้จะมีขอบเขตของการเสียหายใกล้เคียงกับ
Maximum Normal-Stress theory สำหรับ even materials
ในควอดแดรนท์ที่ 1 ซึ่งความเค้นมีเครื่องหมายเหมือนกัน
ส่วนในควอดแดรนท์ที่ 2 และ 4 ซึ่งความเค้นมีเครื่องหมายตรงกันข้ามกัน
ผลที่ได้จะใกล้เคียงกับ Maximum Normal-Stress
theory ในย่านที่เป็น Even materials เท่านั้น
สำหรับย่านที่เป็น uneven อย่างเช่น ควอดแดรนท์ที่
4 จุดที่เกิดความเสียหายจะเรียงตัวค่อนข้างเป็นเส้นตรงจากจุด
Sut , -Sut ลงมายังจุด 0,-Suc จึงมีผู้ปรับปรุง
Coulomb-Mohr Theory โดยใช้ขอบเขตความเสียหายที่ได้ใกล้เคียงกับผลการทดสอบวัสดุเปราะแทนโดยการเชื่อมจุด
Sut , -Sut กับจุด 0, - Suc ให้เป็นเส้นตรงแทน
ในควอดแดรนท์ที่ 4 ส่วนควอดแดรนท์ที่ 2 ก็ทำได้ในลักษณะเช่นเดียวกัน
ดังรูปที่ 8 ถ้าพิจารณา 2D Principal stress
และ
,
ภาวะของความเค้นจะแสดงได้สามแบบ A ,B และ C ดังรูปที่
9 จุด A คือภาวะที่ความเค้นหลักมีเครื่องหมายเป็นบวกเหมือนกัน(ความเค้นดึง)
Modified-Mohr Theory ทำนายว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อ
ภาวะของความเค้น A เพิ่มขึ้นเลยออกไปอยู่นอกขอบเขตความเสียหาย
Factor of Safety หาได้จาก
(1)
เมื่อ N คือ Factor of Safety
ถ้าความเค้นหลักมีเครื่องหมายตรงกันข้ามกัน
ดังควอดแดรนท์ที่ 4 ของรูปที่ 9 มีภาวะของความเค้นที่เป็นไปได้สองแบบคือ
B กับ C ความแตกต่างระหว่างสองภาวะนี้คือ จุด
B จะอยู่เหนือจุด Sut , -Sut ค่า Factor of Safety
จะหาได้จากสมการ(1) เหมือนกับจุด A ส่วนจุด C
จะอยู่ต่ำกว่าจุด Sut , -Sut Factor of Safety
หาได้จากความยาวของเส้น OC และ OC หรือหาจากสมการ
(2)
สรุปแล้วถ้าชิ้นงานที่จะวิเคราะห์เป็นวัสดุเหนียวจะใช้
Maximum shear stress หรือ Distorsion energy
theory แล้วแต่ประสบการณ์ของผู้ออกแบบ แต่ถ้าชิ้นงานที่จะวิเคราะห์เป็นวัสดุเปราะ
Modified-Mohr Theory เป็นทฤษฎีที่ให้ผลที่ใกล้เคียงที่สุด