|
CADThai
: ก่อนอื่น ขอเรียนถามประวัติการทำงานของอาจารย์
ดร.
ปองวิทย์ :
หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี ผมก็ไปเป็นอาจารย์ อยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีนะครับ
ทำงานที่นั่นอยู่2 ปี หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทและเอก
ขณะที่ทำปริญญาโทและเอกนั้นผมก็เป็นนักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน
คือโครงการที่ให้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยนั้นไปช่วยในอุตสาหกรรม
ตอนนั้นก็ได้ทำหน้าที่ในลักษณะเป็นที่ปรึกษานะครับ หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
chasis ของรถไฟ ในเรื่องของยาง , โครงสร้างใหญ่ ๆ หลายอัน
ส่วนใหญ่ตอนนั้นที่ทำก็คือ ได้ใช้ finite element นะครับ
สมัยนั้นยังพูดกันแค่ CAD / CAM ยังไม่พูดถึง CAE เท่าไหร่
แต่ว่าทางด้าน CAE ก็จะมี finite element ซึ่งในสมัยที่ไปที่โน่นก็เริ่มตั้งแต่อยู่บน
main frame คือเวลารันที่ก็ต้องใช้ terminal เข้าไป รันบน
main frame เรียนอยู่ประมาณ 6 ปี ทั้งปริญญาโท 2 ปีและปริญญาเอกอีก
4 ปี เป็น 6ปี ก็เป็น 6 ปีที่ทำงานคลุกคลีกับ CAE มาตลอด
ตั้งแต่อยู่บน main frame จนมาถึงเป็น unix system, เป็น
work station จนมาถึงบน PC
จนมาถึงทุกวันนี้
แต่ว่าเมื่อก่อนก็ไม่ได้ว่องไวแล้วก็ powerful เหมือนปัจจุบัน
ตัวสุดท้ายที่รันอยู่ในมหาวิทยาลัยก็เป็นรุ่น 386 ในสมัยนั้น
ส่วน memory มี 64 ก็ถือว่าเยอะนะครับ ฮาร์ดดิสก์ 40 เมกะไบท์นี่
ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ก็รันกันมา ตั้งแต่ NASTRAN มาจนถึง
SuperSAL ของ ALGOR มาถึง COSMOS ของ Structure Dynamic
Research Corp. คือผ่านมาหมดเพราะถูก assign ให้เป็นผู้ดูแลแล้วก็
lecture เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นของสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็จะคุ้นเคยกับคนในวงการนี้
ไม่ว่าจะของ NASTRAN ของANSYS ของ SAP ตั้งแต่อยู่ที่โน่น
ก็เมื่อจบก็เผอิญโชคดี
คือทางบริษัทโบอิ้ง เค้ากำลังทำโครงการเครื่องบินรบเวอร์ชั่นใหม่
คือF 22 ในปัจจุบัน ในสมัยที่ผมเข้าไปนั้นก็เรียกว่าเป็น
X 22
CADThai
: เป็นโปรเจคท์
ดร.
ปองวิทย์ :เป็นโปรเจคท์
X ซึ่งก็เข้าไป เมื่อเข้าไปทำงานก็อยู่ในตำแหน่ง Senior
Stress Engineer ก็คือมีหน้าที่คำนวณ ลดน้ำหนัก ออกแบบ
สำหรับออกแบบ เค้ามีทีม draftsman เราเป็นพวกวิเคราะห์ว่า
มีความแข็งแรง ทนทานหรือเปล่า ซึ่งมันจะ involve ก็เรียกว่าเป็น
multi physic คือตั้งแต่ในเรื่องของ structure ซึ่งมาจาก
load ของมันเอง มาจนถึงเรื่องของ Thermal เรื่อง aerodynamic
vibration แล้ว material ก็หลายหลาก ตั้งแต่เป็น Homogeneous
จนถึง Composite
CADThai
:อาจารย์ดูเรื่อง
material ด้วยหรือเปล่าครับ
ดร.
ปองวิทย์ :
ไม่ได้เก่งกาจ ขนาดที่ว่า microscopic มันเป็นอย่างไร
แต่หมายถึงการที่จะนำไปใช้ พูดง่าย ๆ ว่า คือ มา gimmic
มัน โดยใช้คณิตศาสตร์ ค่อนข้างผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
an isotropic, orthotropic material จนถึง composite นะครับ
ว่าการใช้คณิตศาสตร์เข้ามา simulate มัน เรามีวิธีการจะลองมันอย่าง
เรามี tactic อย่างไร ก็มาอยู่ที่โบอิ้ง 4 ปี นั่นก็เป็นประวัติคร่าว
ๆ ครับ
CADThai
:อาจารย์ดูในส่วนของ
body
ดร.
ปองวิทย์ :ครับดูในส่วนของ
body, elevator, ladder ของเครื่อง แต่ว่าครั้งหนึ่งภาระกรรมที่เข้ามาสู่
ก็มีตั้งแต่ thermal เพราะว่าเครื่องบินรบโดยเฉพาะในส่วนของ
cut vectoring นั้น jet นะครับก็เกือบพันองศาเซลเซียล
CADThai
: ไม่ทราบว่าปัจจุบัน
อาจารย์ดำรงตำแหน่งอะไรครับ
ดร.
ปองวิทย์ :
ปัจจุบันก็เป็นรองศาสตราจารย์ ในภาควิชาวิศวกรรมการบิน
ก็เป็นอาจารย์
CADThai
: อยากจะทราบเกี่ยวกับหลักสูตรเกี่ยวกับ
CAE ในภาคการศึกษาของประเทศเรา อาจารย์ว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ
ดร.
ปองวิทย์ :ถ้าว่ากันแบบตรงไปตรงมานะครับ
ก็คือว่าเราอาจจะช้าไปมาก เหมือนกัน ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
หรือเมื่อเทียบกับความจริงที่เกิดขึ้น เราช้ามาก ทีนี้ช้าก็ไม่ได้เป็นเพราะตั้งใจ
หรือไม่รู้ แต่มันเป็นเรื่องของระบบที่ใหญ่นะครับ ก็คือ
การเปลี่ยนหลักสูตรในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ได้เปลี่ยนกันง่าย
ๆ อันที่หนึ่ง อันที่สองก็คือว่า อันนี้เราตั้งข้อสังเกต
ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้ จะเห็นว่าการเปลี่ยนวิชาหรือการเอาศาสตร์ใหม่
ๆ หรือวิชาใหม่ ๆ เข้ามาในมหาวิทยาลัย ไม่ได้ทำได้ง่ายนัก
เพราะว่าวิชาที่เราจะเอาออกไปนั้นมันไม่มี ใช่ไหมครับ
คือว่าถ้าวันนี้เราดูประเทศที่ค่อนข้าง
advanced ทางด้านนี้ ผมก็ไม่รู้ทำไมเราไปถึงตรงนั้นไม่ได้นะครับ
อย่างประเทศเพื่อนบ้านที่ไปได้รุดหน้ากว่าเรา อันนี้เค้าไม่ได้พูดถึง
150 หน่วยกิตจบปริญญาตรี ของเรายังขนาดนั้นอยู่
แต่ขณะที่มันเริ่มเหมือนกับโอ่งน้ำ
ก็ถ้าเราไม่เอาน้ำบางส่วนออกไปบ้าง มันจะเติมอะไรเข้ามาก็ไม่ได้
เติมก็คือล้น เพราะฉะนั้นเราก็ยังคงมี 4 ปีเหมือนเดิม
ผมเองก็ว่าเหมาะสม แต่ปัญหาก็คือว่าวิชามันกระเถิบเข้ามายาก
เพราะฉะนั้นวิชาที่มันเป็น advanced ขึ้นมาหรือว่าเป็นเทคโนโลยีขึ้นมา
การ implement จะทำได้ค่อนข้างช้า มันก็สามารถทำได้โดยไปแทรกอยู่ในบางส่วนของวิชานั้นบ้าง
บางส่วนของวิชานี้บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้ทำได้เป็นของที่มันควรจะทำได้แล้ว
ก็เลยดูว่าจะช้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม ซึ่งในบ้านเรานี้คงจะหนีไม่ได้นะครับ
คือถ้าหนีคือยอมแพ้ หยุด เพราะว่าเราถูกบีบมาหมดทุกอย่าง
ถ้าเราจะแข่งกันในเรื่องของ ค่าจ้างแรงงาน เราก็สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้อีกเช่นกันในบางประเทศ
ทางด้านเทคโนโลยีเราก็ไม่มี room ให้ไป เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกแล้ว
ถ้าเราจะเอาประเด็นของค่าจ้างแรงงานถูก มาเป็นหลัก ก็ต้องมาว่ากันแล้วก็ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติไป
แล้วในที่สุดเราก็ทำไม่ได้ เพราะค่าครองชีพเราสูงกว่าเค้า
แต่เราบอกว่า เราต้องตัดสินใจ move ตัวเราเองเข้าไปเล่นทางเทคโนโลยี
ขณะที่ระบบไม่พร้อม หรือว่านิสิตหรือว่าบัณฑิตใหม่ที่ผลิตออกไปไม่พร้อมก็อาจจะเป็นปัญหาก็ได้นะครับ
CADThai
:ก็ดูว่าช้าไปใช่ไหมครับ
ดร.
ปองวิทย์ :น่าจะช้าไปแล้วนะครับ
CADThai
:แล้วในส่วนของภาคเอกชน
การใช้งาน CAE ในประเทศไทยนั้น มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
ดร.
ปองวิทย์ :คืออย่างนี้นะครับ
ถ้าให้อาจารย์บอกก็คงเป็นข้อมูลที่อาจารย์ได้ประสบมา ถ้าเราย้อนกลับไปก่อนที่ประเทศเราจะมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจนั้น
เชื่อไหมครับว่า CAE ขายได้ดีหรือว่าบูมกว่านี้อีก เพราะทุกคนซื้อ
ผู้ประกอบการซื้อ โดยที่ไม่รู้ว่าซื้อไปทำไม แต่ความที่มีเงินและเศรษฐกิจดีมาก
มี order เข้ามาเพียบ ผมก็ไม่ทราบอาจจะเป็นว่า หนึ่งอยากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหัก
tax หรือว่าเค้าก็มีเราก็ต้องมีบ้าง คือการมีของเราเมื่อตอนยุคนั้น
มันไม่ได้มีเพราะเราได้มีการวางแผน เทคโนโลยีนี่ถ้าใครบอกว่าแพงก็ไม่ผิด
ถ้าใช้ผิดนี่แพงแน่ ถ้าใช้ถูกก็จะถูก ก็จะคุ้ม เพราะฉะนั้นวันนั้นทำให้เรามองภาพเทคโนโลยีว่าแพง
เพราะซื้อไปโดยที่เราไม่มีแผนที่จะใช้ด้วยซ้ำไป โดยที่เราไม่ได้มองว่าขอบข่ายหรือว่า
scope งานของเรา objective เราไปถึงไหน ไม่มองแม้กระทั่งว่าบุคคลากรนั้นได้เตรียมรองรับไว้ขนาดไหน
เพราะฉะนั้นเมื่อเอามาแบบมะงุมมะงาหลาเนี่ย ในที่สุดที่อาจารย์พบก็คือว่า
หลาย ๆ ผู้ประกอบการซื้อไปแล้วเก็บ ในที่สุดก็เลิกแล้วก็คือทิ้ง
นั่นล่ะครับคือ cost ที่มหาศาล เงินแยะมาก ถ้าเราไปเช็คดูหลายบริษัท
หลายหน่วยงานมีนะครับ
CADThai
: แล้วสมัยนั้นราคา
?
ดร.
ปองวิทย์ :ราคานั้นแพงมาตลอด
CADThai
: หลายล้าน
?
ดร.
ปองวิทย์ :สมัยนั้นผมไม่ทราบราคาครับ
แต่รู้ว่าแพงมาก ตกลงแล้วไม่ได้ใช้ คนเราไม่มี ใช้ไม่รู้เรื่อง
ก็เอาไว้ก่อน เพราะว่ายังขายได้ ก็ลืมตรงนั้นไป การพัฒนาคนก็ไม่มีอย่างต่อเนื่องนะครับ
พอ 2-3 ปีให้หลังพวกเราก็นึกภาพออก มันบแล้ว เพราะว่าเทคโนโลยีมันไปเร็ว
พอคิดจะใช้ขึ้นมาคอมพิวเตอร์เปลี่ยนรุ่นก็เสร็จแล้ว อย่างเมื่อก่อนซอฟต์แวร์บน
PC นี่ถ้ารัน ถ้าพูดถึง CAE อาจจะไม่พร้อม ที่จะ acquire
memory มากกว่า 128 ซึ่งปรากฏว่าสมัยนี้เยอะแยะแล้ว มันก็มี
limit ของมัน อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งถ้าจะพูดกันลึกลงไปถึง
8 บิท 16 บิท มาเป็น 32 บิท ซอฟท์แวร์สมัยนั้นอาจจะเขียนไว้แค่
16 บิท แล้วกูรุมซื้อกัน
นอกจากนั้นบางทียังใช้ได้แต่ว่าคุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง
หมายถึงว่าชาวบ้าน หรือในปัจจุบันที่บริษัทแม่ก็ดี หรือลูกค้าที่เค้า
advance ไปแล้วเค้าอาจจะมี format ของ digital file เป็นอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งเค้าอ่านไม่ได้ รู้เรื่องไม่ได้ ก็ทำให้ขาดตอนไป ทีนี่พอมาตอนนี้โดนหมด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มันล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็ไม่ว่าเรื่องของ
standard ที่เข้ามาฆ่าพวกเรา ถ้าเราไม่พร้อม อีกครั้งหนึ่งนะครับ
เราไม่ได้สู้กันด้วยราคาแล้ว มันมีคนที่ถูกกว่าเรา แต่ถ้าสู้กันด้วยเทคโนโลยีนี่
คือหนึ่งเราคุยกับเค้ารู้เรื่องไหม สองเรามีเครื่องมือที่เค้าพร้อมจะคุยด้วยไหม
วันนี้งานที่เข้ามาไม่เหมือนเมื่อก่อน ไป เช็คดูเท่าที่ผมทราบ
โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อก่อนเค้าจะมี drawing มาให้ มี blue print มาให้
แล้วบอกว่าผมอยากให้คุณทำแบบนี้ แล้วเราก็ bid กันว่าเราทำได้ไหม
แล้วราคาเท่าไหร่ อย่าถามว่าทำไมต้องแบบนี้ แต่ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น
ปัจจุบันนี้จะเป็นกระดาษไม่มี drawing จะมีข้อความเยอะแยะเลย
จะต้องมี requirement แบบนี้ เท่านี้ นะ จะต้องมีค่าอายุมากกว่าเท่านี้
นะ หลังจากที่ผ่าน load เท่านี้มา pattern นี้ มา จะต้องไม่แตกนะ
CADThai
:เป็น spec
ดร.
ปองวิทย์ :ครับเป็น
spec เพราะฉะนั้นที่จะตอบคำถาม spec อย่างนี้ใครจะตอบ
ทำแล้วมา test แล้วถึงตอบ ก็คือเค้าได้ลูกค้าไปนานแล้ว
เค้าเลือกคนทำไปนานแล้ว ถูกมั้ยครับ เราไม่มีเวลาเพราะ
drawing ยังไม่มีเลย มีโจทย์มาให้อย่างเดียว แล้วทำอย่างไง
ทำขึ้นมา ขึ้นรูปขึ้นมา ค่าแรงเราถูกกว่าเค้ารีบทำขึ้นมา
สมมติว่า test แล้วไม่ผ่าน ไม่ผ่านก็ต้องทำใหม่ คราวนี้
cost แพงไหมล่ะครับ แต่ถ้าเรา full มา นี่คืองานของ CAE
นะครับ การที่มันจะ CAD/CAM/CAE นี่ อันที่จริงแล้วมันต้องต่อกัน
3 อันนะ ก็คือว่า ไม่รู้หละใครก็แล้วแต่ละที่ update data
อีก 2 party ก็ update ได้ด้วย engineer ทำการวิเคราะห์เหมือนอาจารย์ทำงานอยู่นี่
ก็เริ่มต้นที่ CAD โดย draftsman ก็เริ่มจินตนาการขึ้นมา
CAD นั้นก็จะถูกส่งไปให้ทั้ง manufacturing และ engineer
แล้ว manufacturing ก็จะดูว่ารูปร่างหน้าตาแบบนี้ process
เค้าเนียะจะต้องเตรียมเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง tooling
จะใช้แบบไหน ขณะเดียวกันนั้น engineer ก็เริ่มดูแล้วว่าแบบเดียวกันนั่นล่ะครับที่
manufacturing กำลังดูอยู่ ความแข็งแรง, อายุการใช้งาน,
over design ไปมั้ย หรือ มีตรงไหนที่ต้อง improve จะมีการ
communicate กันตลอดเวลาแล้ว ไม่ว่าทาง manufacturing
จะบอกมาว่าตรงนี้ต้องมีการแก้ไข หรือ modify เนื่องจาก
tool ที่เรามีนั้นไม่สามารถจะทำตรงนี้ได้ ก็จะต้องมีการเปลี่ยน
shape จะเห็นว่า data นั้นได้ update ทุกคน หรือ engineer
ทำการวิเคราะห์แล้วดุว่าตรงนี้มันค่อนข้างอ่อนแอ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มเนื้อ
material เข้าไปหรือนำ material ออกมา ทั้ง CAD people
และ Manufacturing people ก็ทราบเหตุการณ์นี้ ในเวลาเดียวกัน
นี่คือ idea ของเค้า เพราะว่ายังขาดก็คือตรงนี้ อันที่สองคือความเข้าใจ
เพราะฉะนั้นจะติดปัญหาตรงที่จะ implement มันแพง ที่จริงถ้าเริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้นอาจจะไม่แพง
อาจารย์ถึงบอกว่าช้าไปหน่อย
CADThai
: ต้องซื้อใหม่หมด
ดร.
ปองวิทย์ :ใช่ครับ
CADThai
: ต้องฝึกคนอีก
ดร.
ปองวิทย์ :ครับ
CADThai
:ในความเห็นอาจารย์
คิดว่าควรจะมีการผลักดัน หรือส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์
CAE อย่างไร
ดร.
ปองวิทย์ :ถ้าถามอาจารย์ในประเด็นนี้
คำตอบของอาจารย์อาจจะเป็นจินตนาการมากเลย คือเป็น ideal
case แต่ว่าอาจารย์มีโอกาสก็จะพูดเรื่องนี้ออกไปนะครับ
คือบ้านเรา เราใช้ของแต่ละอย่างดูแล้วไม่ค่อยคุ้ม
คือเรามีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนะครับ แต่คนต่างมี
ต่างคนต่างใช้ คือบางทีเราไม่ค่อยรู้กันว่าเรามีอะไร บางทีคนอยากได้ก็ไม่มี
และคนที่มีไม่อยากได้ก็เยอะนะครับ
เพราะฉะนั้น อาจารย์ก็ได้ลองทำ
implement เสนอ idea ว่าตอนนี้อาจารย์ได้กำลังจะจัดสั่งซื้อ
CAE ชุดหนึ่งนะครับ ที่เกษตรฯ ซื้อ แต่เรากำลังจะมีผู้ใช้จาก
MTEC ,จากพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ,ได้คุยกับอาจารย์ที่สงขลานครินทร์
แล้วก็อาจารย์ที่จุฬาฯ ด้วย เพราะผมไม่เชื่อว่า เกษตรฯเนี่ย
สมมติว่าเรามีซอฟต์แวร์ดี 20 ชุด แล้วเราจะใช้มันทุกวัน
ๆ วันละ 12 ชั่วโมง คงจะเป็นไปไม่ได้ เรากำลังจะบอกว่าเราลงขันกันไหม
แล้วเราก็คุยกันเลย อาจารย์ใช้เท่าไหร่ อาจารย์ใช้ 2 วัน
แล้ว 2 วันนี้ไม่เต็มวัน ผมไม่เชื่อว่าอาจารย์ใช้เต็มวัน
ใช่ไหมครับ อาจจะ 3 ชั่วโมง วันละชั่วโมงครึ่ง อาจารย์ใช้ตอนเช้า
ผมใช้ตอนบ่าย วันพุธผมไม่ใช้ MTEC เอาไปใช้ โดยที่เราใช้เทคโนโลยีที่เรามี
ที่อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทีนี่ก็ได้ เราสามารถดูดอินเตอร์เน็ตไปได้
ใช้ network ใช้อะไรที่เรามีเยอะแยะ นี่ล่ะครับ แล้วก็
password ก็ให้กันไป กระจายกันไป ว่า เรา assign ให้คนนี้ใช้วันนี้
วันนั้น ซึ่งตรงนี้นี่ทางบริษัทต่างประเทศที่เป็นเจ้าของเค้ายินยอมนะครับ
เพราะฉะนั้นสรุปแล้วค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นเท่านั้นเองนะครับ
ต่อ party ตรงนั้นยังไม่พอ นี่เป็นเรื่องของการศึกษา อาจารย์ก็บอกกับทางบริษัทที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์นี้เหมือนกันว่า
เราทำอย่างนี้กับอุตสาหกรรมการเรียนการสอน และงานวิจัย
แต่ถ้าเป็นงานที่เป็น business พูดง่าย ๆ ถ้าส่วนงานอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ หรือ MTEC ก็แล้วแต่ แล้วเราได้ funding หรือว่า job
จากอุตสาหกรรมเข้ามา ถามว่าใช้ส่วนของ idea นี้ได้ไหม
ตอบใช้ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายเนี่ยเราก็เจรจากับบริษัทผู้ที่เป็นเจ้าของเนี่ย
คุณคิด CPU Time เท่าไหร่ อย่างเช่นงานนี้ผมบอกว่า ผมคิดคุณ
3,000 บาทต่อ 1 ชั่วโมง CPU Time นะครับ ไม่ใช่เวลาที่เรามานั่งมะงุมมะงาหรา
ที่เป็น CPU Time เราก็จะบอกผู้ผลิตในบ้านเราไปว่า ถ้าคุณจะวิเคราะห์ตรงนี้
เราประเมินแล้วเราใช้ CPU Time ใน project ทั้ง project
นี้ไม่เกิน 10 ชั่วโมง แสดงว่า cost ที่เค้าต้องจ่าย คือ
30,000 บาท ถามว่าจำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์ไหม ตอบว่าไม่
คนนะเต็มเลย อาจารย์ทุกมหาวิทยาลัยมีหมด ที่กำลังจะจบกลับมาอีก
อะไรอีก
ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์
อาจารย์ คิดว่าอันนี้เนี่ย เป็นการผลักดัน หรือเป็นการ
boot ให้เกิดได้ แต่ถ้าอยู่ดี ต่างคนต่างบอกว่าไม่ให้ใช้
ต่างคนต่างบอกว่าไม่ให้เข้าเขตผมเลยนะ แสดงว่าทุกคนกำลังจะต้องจ่ายเงินเป็นล้านนะครับ
บางทีอาจจะรับ job เดียวแล้วหายไป 3-4 เดือน แล้วถึงจะมาอีก
job หนึ่ง ถ้าเป็นแบบนี้เราลงขันกันได้ เรายอมรับซักที
ว่าเราไม่ใช่ประเทศรวยอะไร แล้วพยายามใช้ทรัพยากรที่เรามีทั้งคน
ทั้งเงิน ทั้งของ ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ผมคิดว่า โอเค
น่าจะสู้ได้
CADThai
: แล้วอย่างนี้
ยังไม่มีหน่วยงานลงมาดูแลตรงนี้หรือครับ
ดร.
ปองวิทย์ :
อันนี้เราต้องเข้าใจท่านเหมือนกัน ประเทศเราไม่ใช่เล็ก
ปัญหามันเยอะ เรื่องที่เรามันพูดนั้นเป็น ideal แล้วเป็นส่วนเล็ก
ๆ แต่ถ้าได้แต่พูด มันก็คงไม่เกิด ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว เราก็เริ่ม
implement ก็เริ่มประสานกับ อย่างเช่น สถาบันยานยนต์ อย่างถ้าหน่วยงานมีปัญหาอะไรเราช่วยได้
เราก็ยินดี
ตอนนี้อาจารย์ก็มีหลาย
project ที่ร่วมกับทางสถาบันยานยนต์ มีหลาย project ที่ร่วมกับภาคเอกชน
เราก็ยินดีนะครับ ใช้สิ่งที่เรามี เพราะสิ่งที่เรามีทางหนึ่งก็มาจากภาษี
ภาษีของคนไทย เนี่ยแหละ
CADThai
:แล้วซอฟต์แวร์ที่ขายในประเทศเรา
อาจารย์ว่าเป็นอย่างไรครับ ทางด้าน CAE นะครับ
ดร.
ปองวิทย์ :ผมว่ามีหมดครับ
คือว่ามีขายครบนะครับ ราคาแพง อย่างที่อาจารย์โชคดี รู้จักหมดนะครับ
ไม่ว่าจะเป็น Nastran, Ansys, Cosmos หรืออะไร เราคุ้นเคยรู้จักกันดี
ที่จริงเรารู้ว่า
cost มันอยู่ที่เท่าไหร่ ซื้อรถคันหนึ่งยังมี cost เลย
มียาง มีเหล็ก
CADThai
: มี material
ดร.
ปองวิทย์ :ทุกอย่างมันอยู่ในหัวหมด
แล้วก็ออกมาบนซีดี แต่ก็โอเค ก็ต้องยอมรับ เราก็ต้องจ่ายค่าคิดนั่นล่ะครับ
CADThai
:ค่า develop
มา
ดร.
ปองวิทย์ :ฉะนั้นในประเทศไทยมีหมด
ที่เรายังขาด คือคนที่รู้
CADThai
:บุคลากร
ดร.
ปองวิทย์ :
ครับบุคลากรที่ไปใช้ ที่อาจารย์คิดว่าช้า คือตรงนี้ อันนี้น่าวิตกนะครับ
ในประเทศเพื่อนบ้านเรา
สิงคโปร์ Technical School นี้หมายถึงโรงเรียนเทคนิคนะครับ
เค้าเรียน finite นะครับ
CADThai
:ระดับอาชีวะใช่ไหมครับ
ดร.
ปองวิทย์ :ครับ
ระดับอาชีวะนะครับ เรียน finite เรียน CAE นะครับ
อาจารย์ได้มีโอกาสไป
2-3 หน บอกตรง ๆ นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเดือนกว่า
ๆ ที่อาจารย์ไปสิงคโปร์มา ในสิงคโปร์ตอนนี้ ปรากฎว่าเด็กนักเรียนนิยมที่จะเข้าเรียนใน
Technical School มากกว่า university
CADThai
:คือว่าเห็นแนวอนาคต
ดร.
ปองวิทย์ :ครับ
อันนี้มีข้อคิดอยู่นิดหนึ่ง อันนี้เราจะไม่ได้พูดว่ามหาวิทยาลัย
กับโรงเรียนเทคนิคนั้นต่างกันอย่างไร เราอย่างไปพูดชื่อ
พูดง่าย ๆ ก็คือ Trend ของมันนี่ งานที่ involve งานปฏิบัติ
หรือ hand-on น่าจะมีบทบาทในภูมิภาคนี้ มากกว่างานทฤษฎี
CADThai
:คือให้คนอื่น
คิดไป
ดร.
ปองวิทย์ :นี่เป็นการตั้งข้อสังเกตนะครับ
อันนี้น่าสนใจ
ก็โอเคกลับมามองในบ้านเรา
ไม่ต้องไปเปรียบเค้ามาก แต่หมายความว่า โรงเรียนเทคนิค
ผมคิดว่าเป็นกำลังสำคัญ ทั้งที่ผมอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ผมก็มองว่า
ที่จริงแล้วเทคนิคเป็นกำลังสำคัญ engineer เราก็ยังต้องการอยู่
CADThai
: รบกวนอาจารย์ช่วยเล่าประสบการณ์เรื่อง
ฐานปืนใหญ่ ให้ฟังสักเล็กน้อยครับ
ดร.
ปองวิทย์ :อาจารย์กลับมาปีนี้ก็เป็นปีที่
10 แล้ว อาจารย์กลับมาก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ ที่มีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีกับหลายหน่วยงาน
อันที่เห็นกันอยู่ชัด ๆ และภาคภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ในใจของอาจารย์เอง
ไม่ค่อยมีคนรู้หรอกนะครับ อย่างเช่นบานเกร็ดช่องเดินลม,
ช่องระบายอากาศ ที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ทั้งโรงเลยนะครับ
ออกแบบและวิเคราะห์ด้วยคนไทย โดยใช้ CAE เลย
มีผลใช้งานดีทัดเทียมกับต่างประเทศ cost นั้นหายไปเลยนะครับที่จะต้องซื้อ
มาผลิตเอง ทำเอง ลดไปฮวบเลย แล้วก็ที่ดีใจก็ คือว่าโรงไฟฟ้า
กระบี่ ที่เพิ่งเสร็จไป ก็นำเอา Louver นี้ไปใช้อีก ก็แสดงว่ามันใช้ได้
มันเป็นบานเกร็ด เป็นตะแกรง
แต่ต้องให้ลมเข้าได้ กันน้ำฝนได้ หรือแม้แต่กระทั่งกิจการทางการทหาร
เป้าฝึกปราบเรือดำน้ำ ตัวจริงก็อยู่ข้างล่าง หรือ การช่วยเหล่าทัพ
ในการ modify หรือค้นหาศึกษาในทางลึก ในเรื่องของความแข็งแรง
ของปืน ของลูกกระสุน เราก็สามารถนำเอาตัว CAE มาช่วย อย่าง
mobile target ,เป้าฝึกปราบเรือดำน้ำ, ปืนใหญ่ M 101,
M 425 แล้วก็ลูกระเบิด 105 มิลลิเมตร อะไรอย่างนี้นะครับ
ก็เราได้นำเอา finite element หรือ CAE ไปช่วย
CADThai
: ในช่วงที่อาจารย์ทำสิ่งต่าง
ๆ มันมีความยากง่ายอย่างไร คือทำนานไหม หรือว่าอย่างไร
ดร.
ปองวิทย์ :ถ้าถามผมก็
ไม่มีอะไรแบบว่ายากเกิน
CADThai
: เกินความสามารถ
ดร.
ปองวิทย์ :ใช่ครับ
ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เดี๋ยวจะหาว่า ผมก็พูดได้ เพราะว่าทำมาเยอะแล้ว
ไม่ใช่อย่างนั้น ในความหมายของผมคือไม่เหลือบ่ากว่าแรงดีกว่านะครับ
แม้กระทั่งนิสิตนี่ อันสุดท้ายนี่ project ตอนนี้ค่ายเค้าก็เอาไป
test อยู่ อย่างลูกล้อแมกซ์ เราก็ใช้ finite อันนี้ในเรื่องการใช้
CAE หรือ CAD หรือ CAM อะไรทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่ใช่มันคือตะเกียงอาลาดิน
ที่อาจารย์พูด ไม่ใช่จริง ๆ ยังไงก็ยังต้องใช้ intelligent
ของengineer ในการเข้าไป attack ปัญหาอยู่ดี ใช่ไหมครับ
เพราะฉะนั้นผมคิดว่า
อีกครั้งที่จะตั้งข้อสังเกตว่า นิสิตหรือบัณฑิตที่เพิ่งจบ
หรือการเรียนในบ้านเรานี้เป็นการเรียนที่เรา อันนี้พูดกันแบบตรงไปตรงมานะครับ
อาจจะมีฝาปิดที่ไม่ให้เด็กเค้าคิดนิดหนึ่ง ในห้องเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
อีกครั้งหนึ่งโดยเฉพาะเราถูกควบคุมด้วย ต้อง cover ตรงนี้นะ
เธอต้องสอบตรงนี้ได้ ต้องทำตรงนี้ มันเหมือนศึกษากันไปเพื่อให้ทำข้อสอบ
แต่เด็กไม่ได้คิด เพราะโอกาสได้คิดมันไม่มี ตรงนี้ก็อาจจะไป
มีผลว่าเมื่อเค้าจบไปแล้วเนี่ย เห็นชัด ๆ เลยว่าบัณฑิต
เราไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น ในการแก้ปัญหา หรือแม้แต่การที่จะ
present ในการแก้ปัญหา ด้วยซ้ำไป อันนี้น่ากลัว อาจารย์บอก
มันติดเป็นลูกโซ่ไปหมด
CADThai
:อาจารย์อยากจะเห็นอะไรในอนาคตกับ
CAE ในบ้านเรา
ดร.
ปองวิทย์ :ถ้าอาจารย์อยากให้อะไรในส่วนของ
CAE ก็คือว่า เอา 2 มุมนะครับ
ในมุมของผู้ประกอบการ
อยากจะให้ผู้ประกอบการ ผมไม่ได้บอกว่าท่านต้องลงมาเข้าใจว่าทำอย่างไร
แต่ผมคิดว่าท่านน่าจะพร้อมที่จะให้ทีมงานของท่านนี่ ลูกน้อง,
engineer หรือว่าใครก็แล้วแต่ พร้อมที่จะรับตรงนี้นะครับ
ไม่ทางตรงหรือทางอ้อม อาจจะทำเอง หรือว่าท่านจะต้องเปิดเพื่อให้เขาไปศึกษา
ไปทำร่วมกับคนอื่น
อยากเห็นผู้ประกอบการในบ้านเราเข้าใจตรงนี้มากขึ้นนะครับ
บางท่านก็ยังคิดว่าแพง หนึ่งผมไม่ได้ sale อันนี้ผมก็เข้าใจว่าแพง
แต่ที่ท่านลอง ๆ ผิด ลอง ๆ ถูก นั่นนะแพงกว่า
:ต้องใช้ให้ถูก ต้องวางแผนให้ดี
ไม่ใช่ว่ามีเงินก็ซื้อ หรืออะไรนะครับ ซื้อก็ต้องใช้กัน
ผมก็ประสบอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เอามี project เพิ่งล่าสุด
เร็ว ๆ นี้ แต่ไม่บอกเจ้าของนะครับ คนไทย เรานี่ไม่ยอมเชื่อเลยนะ
CADThai
:ไม่เชื่อคนไทย
?
ดร.
ปองวิทย์ :
ไม่รู้หล่ะ ไม่เชื่อ ก็แล้วกัน ผลที่ทำไปเนี่ย .มีผล มีอะไร
ไปไม่เชื่อ ขณะที่ชาวต่างชาติที่เค้า join venture กันอยู่
เค้าเห็นปุ๊บ you ไม่เชื่อ ตรงนี้ไม่ทำใช่ไหม เค้าขอไปทำ
เค้าไปทำที่อินเดีย ปรากฎว่า เป๊ะเลย work เลย ตอนนี้คนต่างชาติก็เลยมาให้เราช่วยทำต่อด้วยซ้ำไป
นี่เห็นไหมครับ นี่ล่ะคืออันที่น่ากลัว แต่ถามว่าโทษ เค้าได้ไหม
ก็โทษไม่ได้ เพราะว่าอย่างที่ผมบอกเราไม่เห็น เราก็ไม่เชื่อ
ใช่ไหมครับ บางทีมันก็ขัดกับความรู้สึกเรา เค้าก็ไม่เชื่อ
แต่ตรงนี้ ต้องให้กว้าง สองผู้ประกอบการหรือ boss ใหญ่
จะก้าวตรงนี้ได้คุณต้องทุ่มเท แล้วมองปัญหาให้จริง นั่นคือคือในมุมของผู้ประกอบ,
ผู้ใช้, ผู้ซื้อ
มาถึงผู้ปฏิบัติบ้าง
ผมไม่ค่อยฝากคนที่ท่านทำงานแล้ว ผมจะฝากเด็กนักเรียนดีกว่า
นิสิตนี่ผมก็เข้าใจที่เข้ามาเรียน ผมว่ามันเปลี่ยนไปเยอะสมัยผมเป็นนิสิดกับตอนนี้
สมัยนี้ทำอย่างไรถึงจะจบ จบได้เร็ว เกรดดี ๆ แล้วก็ไม่เป็นไร
ไปฟาดฟันเอาข้างนอก แต่ผมว่าเราสูญอะไรไปอย่าง เราหลงทาง
เราหลง objective คือเรากำลังจะเป็น engineer คือเราเรียนอย่าง
ถ้าเราเป็นประเภทหนึ่ง อาจจะไม่เป็นไร ถ้าเรียนที่เค้าเรียกว่าเป็น
professional นี่อย่างเช่น หมอ, ทนายความ, วิศวกร อย่างลืมว่าอาชีพพวกนี้มีผลโดยตรงกับชีวิตคน
ตรงนี้ทำเล่นไม่ได้ คือถ้าใช้ผิดก็วุ่นเหมือนกัน เพราะรูปมันสวยเหลือเกิน
มันหลอกคนง่าย ปัญหาคือถ้าเค้าเชื่อคุณหมด แล้วคุณทำจากสิ่งที่คุณรู้
เพราะคุณเป็นคนทำคุณต้องรู้ว่าคุณมั่วมาหรือไม่นะครับ
แต่ผลสุดท้ายออกไปมันสวยนะครับ แล้วเค้าก็เชื่อ แล้วถ้ามันเกิดอะไรที่
fail ขึ้นมา หรือไม่จริงขึ้นมา มันก็จะเป็นจุดดำในดวงใจว่า
จะไม่เชื่อพวกนี้แล้ว จะไม่เชื่อสีสวย ๆ พวกนี้แล้ว เพราะฉะนั้นเห็นไหมทั้งสองฝ่าย
คนทำก็ต้องทำด้วยจรรยาบรรณ ด้วยความระมัดระวัง การใช้พวก
CAE อันตราย อันตรายจริง ๆ ยังไงก็มีคำตอบ แต่คำตอบนั้นถูกหรือผิดใครจะรู้
คนทำเท่านั้นที่รู้ว่าคุณมั่นใจในคำตอบขนาดไหน
อาจารย์มักจะถูกถามอยู่เสมอว่า
finite element นั้น ตกลงมันถูกต้องขนาดไหน
ผมบอก ผมตอบไม่ได้
มันได้ตั้งแต่ 50% ไปจนถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แม้กระทั่ง
98% หรือ 99% ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไข หรือข้อมูลที่ถูกใช้ในการวิเคราะห์ของเรา
ครบถ้วนขนาดไหน ถ้าทุกอย่าง assume ติต่างๆ กันอยู่นะครับ
มันก็ 40-50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามาจากประสบการณ์ บวกกับข้อมูลที่สามารถทดสอบได้ใกล้เคียงครับ
ใกล้เคียงมาก อาจจะเป็นเครื่องมือเดียวในปัจจุบันที่สามารถให้คำตอบได้ดีน้อยกว่าการทดสอบจริง
หรือ experiment นิดเดียว
CADThai
:ต้องเก่งคณิตศาสตร์หรือเปล่าครับ
ดร.
ปองวิทย์ :อืม..แล้วแต่ว่าเราสนใจตรงไหน
ที่จริงพื้นเพอาจารย์จบคณิตศาสตร์นะครับ ทีนี้ถ้าถามอีกนิดว่าทำไมถึงแล้วแต่
ก็เพราะว่าถ้าเราเอาไปใช้งาน ที่จริงแล้วเราต้องมีประสบการณ์
คณิตศาสตร์เป็นตัวรองเฉย ๆ แต่ถ้าคุณมาทำ research กำลังจะ
develop ใหม่ อะไรที่มันไม่มี history อยู่เลย อันนี้ต้องแม่นคณิตศาสตร์
แต่ถ้าเราจะดู team work ประสบการณ์น่าจะเป็นตัวสำคัญ
CADThai
:อาจจะมีประสบการณ์จากการ
test จริงแล้วก็มาทำ
ดร.
ปองวิทย์ :ครับ
CADThai
:ก็หมดคำถามแล้วล่ะครับอาจารย์
ขอบคุณมากครับอาจารย์
|