"The
Digital Car" ต้นแบบเสมือนแห่งอนาคต
-> Abstract
ปัจจุบันการออกแบบรถยนต์ มีความซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันทางเทคโนโลยี
มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รถยนต์มีการเปลี่ยนรุ่นเร็วขึ้น
บ่อยมากขึ้น ขั้นตอนในการออกแบบและการทำรถยนต์ต้นแบบต้องทำมากขึ้น
ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากเพราะการทำรถยนต์ต้นแบบแต่ละคันกว่าจะสร้างชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมาประกอบกันยังต้องนำมาทดสอบและปรับปรุงแบบครั้งแล้วครั้งเล่า
ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าจะได้เป็นรถแต่ละรุ่น จากปัญหาคอขวดของการพัฒนารถยนต์ตรงจุดนี้
ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกต่างมีความรู้สึกกดดันจากการแข่งขันที่มากขึ้น
แนวคิดในการจำลองแบบด้วยคอมพิวเตอร์และการสร้างต้นแบบเสมือน
(Virtual Prototype) ถูกคิดค้นและนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบของรถยนต์
เพื่อเป้าหมายหลักคือ ประสิทธิภาพ, สมรรถนะของรถยนต์และในขณะเดียวกันใช้เวลาและต้นทุนต่ำที่สุด
โดยจะทดแทนการสร้างและทดสอบแบบเดิม ๆ เทคโนโลยีต้นแบบเสมือนสามารถที่จะรองรับปัญหาดังกล่าวได้แต่ปัญหาคือ
บริษัทต่าง ๆ จะมั่นใจได้อย่างไรกับการสร้างและทดสอบต้นแบบเสมือนในคอมพิวเตอร์ว่าจะให้ผลลัพธ์ถูกต้องในระดับที่ต้องการ
บทความนี้กล่าวถึงปัจจัยหลักของความสำเร็จในการนำต้นแบบเสมือนจริงมาใช้งานและยังกล่าวถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะก้าวมาสู่เทคโนโลยีนี้
->
บทนำ
BMW Series 3 ใหม่นี้
เปิดตัวขึ้นมาพร้อมกับความสำเร็จอย่างสูง "ความสมบูรณ์แบบเกิดขึ้นจนรายละเอียดสุดท้าย"
ถูกใช้เป็นปรัชญาในการออกแบบทุกขั้นตอน ซึ่งทดแทนคำพูดเดิมที่ว่า
"สุดยอดแห่งจักรกลขับเคลื่อน"
(The Ultimate Driving Machine) จากข้อมูลในหนังสือ
BMW Magazine การออกแบบจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง
หรือ 2.6 ล้านชั่วโมงทำงาน 130 ระบบถูกสร้างขึ้นด้วยต้นทุนประมาณ
$360,000 ต่อ 1 ต้นแบบ ซึ่งมีชิ้นส่วนประกอบ 2,400
ชิ้น ระบบเบรค ABS ระบบ Traction-control รวมถึงระบบ
Advance-multi-link system ไปจนระบบความปลอดภัยสูงสุด
และระบบช่วงล่างอื่น ๆ อีกมาก
บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรถยนต์ อาจพูดได้ว่ามาตรฐานที่เยี่ยมยอดได้บรรจุอยู่ใน
BMW 3-Series ใหม่นี้จะถูกถ่ายทอดไปสู่รถรุ่นอื่น
ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้านี้จะทำให้ยานพาหนะรุ่นใหม่
ๆ ที่เกิดขึ้นมีสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลราบเรียบ
มีการตอบสนองอย่างฉับไว ภายในห้องโดยสารเงียบ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ในขณะที่การบำรุงรักษาง่ายขึ้น รวมไปถึงความปลอดภัยระดับสูงสุดซึ่งที่ลูกค้าจะได้รับประโยชน์นี้สูงสุด
ที่มากกว่านั้นก็คือ BMW 3-Series นี้ใช้เวลาในการพัฒนาเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
ตามรายงานยังกล่าวว่าต้นทุนในเรื่องของการผลิตชิ้นส่วนเพื่อทำต้นแบบอาจจะไม่แตกต่างมากนัก
แต่เมื่อดูภาพรวมของการพัฒนา ก็สามารถลดต้นทุนจากการประหยัดเวลาได้มาก
สิ่งนี้ BMW เขาสามารถทำได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ทำให้การพัฒนาก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว
คำตอบก็คือ "ต้นแบบเสมือนจริง
(Virtual Prototype)"
การออกแบบโดยใช้การจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์
ช่วยให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์ วิศวกร และนักวิเคราะห์สามารถสร้างรูปแบบ,
การประกอบ, หน้าที่การทำงานของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำได้อย่างรวดเร็ว
โดยสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบในคอนเซฟท์,
ลงรายละเอียด จนกระทั่งเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากในส่วนของการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้วคอมพิวเตอร์ยังสามารถจำลองกระบวนการผลิตของส่วนประกอบแต่ละชิ้นเพื่อดูปัญหาและแก้ไขในส่วนของการผลิตอีกด้วย
ด้วยความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์นี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องรอเป็นเดือน
ๆ เพื่อที่จะผลิตชิ้นส่วนทีละชิ้นแล้วถึงประกอบกันเป็นต้นแบบและทดสอบ
นี้ยังไม่รวมถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงหลังจากต้นแบบที่เราทดสอบให้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ
การจำลองต้นแบบบนคอมพิวเตอร์สามารถให้เราสร้างชิ้นส่วน,
ประกอบ, และทดสอบได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ นอกจากนั้นเราสามารถดัดแปลงรูปแบบของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นส่วน,
ทดสอบเพื่อดูผลได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งเราได้ต้นแบบที่ดีที่สุด
ทั้งรูปแบบ, หน้าที่การทำงานไปจนถึงกระบวนการผลิตที่เหมาะสมที่สุด
อะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้การนำเอาต้นแบบเสมือนจริงมาใช้จนประสบความสำเร็จทำไมก่อนหน้านี้ไม่ใช้
ต้นแบบเสมือนจริงตั้งแต่แรกถ้ามันดีจริง และอะไรคือจุดสำคัญที่ตัดสินว่า
ระบบต้นแบบเสมือนจริงสามารถนำมาใช้ได้จริง นี้คือวัตถุประสงค์หลักของการเขียนบทความนี้
ระบบ CAD/CAM/CAE แบบเดิม ๆ กับระบบ System -
level Virtual Prototype
CAD/CAM/CAE
ได้ถือกำหนดขึ้นในช่วง 1970 ถึง 1980 ซึ่งมุ่งเป้าไปที่คอนเซฟท์
"art-to part" หรือจากศิลปสู่ชิ้นงานซึ่งใกล้เคียงกับแนวโน้มที่วิศวกรจะต้องมีการพัฒนาการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนถึงการการผลิตเพื่อคุณภาพของงานที่สูงขึ้น
ระบบ CAD โดยเฉพาะระบบของ Solid Modeling จะทำให้ท่านสามารถสร้างและออกแบบชิ้นงานได้อย่างรวดเร็ว
ระบบ Finite Element Software สามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่าง
ๆ ทางโครงสร้าง, การแลกเปลี่ยน, ความร้อน, แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนชิ้นงานที่เราออกแบบ
และระบบที่มีเป้าหมายจะปรับปรุงความสามารถในการผลิตก็คือ
CAM ซึ่งสามารถทำให้เราควบคุมเครื่องจักรประเภท
CNC, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อีกทั้งยังควบคุมการสร้างแม่พิมพ์กระบวนการ
Stamping หรือการ Forging (ตีขึ้นรูป) ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
CAD/CAM/CAE ได้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจหลัก
ๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน, อากาศยาน,
เครื่องจักรกล และ อิเลคโทรแมคคานิค ซึ่งสามารถยกระดับในการออกแบบและการผลิตในแทบจะทุกชิ้นส่วน
อย่างในอุตสาหกรรมทางด้านยานยนต์ เช่น มีการรายงานว่า
ผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถลดของเสียได้ถึง 40% ภายใน
5 ปีที่นำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนา จุดสำคัญหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบด้วย
CAD/CAM/CAE คือ ต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตนั้นลดลง
แต่โชคไม่ดีที่ในระหว่างที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนประสบความสำเร็จในการลดของเสียถึง
40% ภายใน 5 ปี บริษัทที่เป็นผู้ผลิตระบบย่อย เช่นระบบเกียร์,
คอนโซลภายใน อื่น ๆ ผู้ซึ่งนำชิ้นส่วนจากผู้ผลิตมาประกอบกันอีกครั้งเป็นระบบย่อย
สามารถลดต้นทุนจากการรับประกันเพียง 20% เท่านั้น
ซึ่งเป็นที่แปลกใจของบริษัทผู้ผลิตระบบยอ่ยที่หวังว่าเมื่อเปอร์เซ็นของเสียลดลงในการผลิตสามารถลดลงได้ถึง
40% ต้นทุนของการรับประกันชิ้นส่วนก็น่าจะลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกัน
ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมไม่นำไปสู่การออกแบบระบบย่อยที่ดีเสมอไป
เมื่อเรานำระบบเบรคที่ดีมารวมกับช่วงล่างที่เยี่ยมยอดแล้วนำไปติดตั้งบนแชสซี
ผลที่ได้อาจจะไม่เป็นระบบช่วงล่างที่ดีเลิศเสมอไป
ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งที่สำคัญของคุณภาพโดยรวมของระบบที่ออกแบบมาจากรูปแบบของชิ้นส่วนในแต่ละชิ้นด้วยว่าทำงานได้ตามหน้าที่ที่ผู้ออกแบบตั้งใจให้เป็นหรือไม่
นั่นก็คือถ้าเราสามารถกำหนดขนาด ณ จุดสำคัญของการออกแบบที่ใช้
CAD/CAM/CAE กำหนดในส่วนของการออกแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมาเป็นการออกแบบในระดับของการออกแบบระบบรวมได้
ก็น่าจะสามารถที่พัฒนาประสิทธิภาพของภาพรวมในการออกแบบเพื่อลดต้นทุนได้มากขึ้น
หรือเรียกสั้น ๆ ว่า System
level
และที่ยี่งไปกว่านั้นผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นที่ประจักษ์ชัดในวันนี้แล้วจากประสิทธิผลของการใช้คอมพิวเตอร์จำลอง
(Simulation-base) ในขั้นตอนการออกแบบและใช้ต้นแบบเสมือนกับการออกแบบระบบรวม
(System-level design) ผู้ผลิตในปัจจุบันพยายามพัฒนาต้นแบบของผลิตภัณฑ์
(Digital Make - Up) ให้สามารถสร้างได้รวดเร็วขึ้น
อีกทั้งยังพัฒนาไปถึงการทดสอบหน้าที่การทำงาน (Function)
ของระบบรวมที่ประกอบขึ้นสำเร็จ ไม่ใช่แต่ชิ้นงานเดี่ยว
ๆ เท่านั้น บรรดาผู้ผลิตต่าง ๆ เริ่มที่จะตระหนักเมื่อ
2-3 ปีที่ผ่านมาในสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้วนั้น
เป็นเรื่องปกติที่บริษัทเหล่านี้เริ่มที่จะมองเทคโนโลยีที่มากกว่า
CAD/CAM/CAE ที่ตนมีอยู่แต่การพัฒนาจากการออกแบบชิ้นส่วนย่อย
ๆ ไปสู่การออกแบบระบบรวมโดยใช้ระบบ CAD/CAM/CAE
เดิม ๆ นั้นอาจนำไปสู่ปัญหาหลายอย่าง เช่น วิศวกรพยายามเขียน
CAD ของระบบที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนจำนวนมาก แถมด้วยการทำ
Photo Rendering (ภาพเสมือนจริง) อีกต่างหาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
ระบบคอมพิวเตอร์จะช้าจนกระทั่งรับไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน
ถ้าวิศวกรหรือนักออกแบบพยายามที่จะใช้ FEA (Finite
Element Analysis) มาวิเคราะห์ระบบที่มีชิ้นส่วนมาก
ๆ แถมยังต้องใช้ Solver แบบ Non linear ในการจำลองการทำงานด้วยแล้วอาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ทีเดียวเพื่อที่จะวิเคราะห์เหตุการที่เกิดขึ้นจริงเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
|
|
|
|
Copyright
2000-2001 CADTHAI.COM
Contact webmaster
|
|
|