2. Maximum
distortion energy theory (von Mises Yield condition)
ศึกษาอย่างจริงจังโดย von Mises จึงเรียกว่า von Mises
Yield condition ด้วย ทฤษฎีนี้พิจารณาความเค้นเฉือนเหมือนกันและเทียบกับการทดสอบการดึงชิ้นงานเหมือนกัน
แต่มองลึกลงไปที่ Total Elastic Energy (ถ้านึกภาพไม่ออก
ลองนึกถึงพลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง คล้ายๆกัน) ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตร(Dilatational
elastic energy)และส่วนที่ทำให้เกิดการผิดรูปจากความเค้นเฉือน(Distortional
elastic energy) ทฤษฎีนี้อ้างว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายเนื่องจากการ
Yield ก็ต่อเมื่อ Distortional elastic energy ภายในชิ้นงานนั้นมีค่าเท่ากับ
ทฤษฎีนี้ใช้หลักการ Superposition ในการพิจารณาความเค้น
พิจารณา Element ที่รับความเค้นหลัก , และ ทั้งสามแกน
และ กำหนดให้ Mean hydrostatic stress,
เทอมแรกทางด้านขวามือเรียกว่า
Dilatational stress หรือ Hydrostatic stress เทอมนี้เกิดความเค้นที่เท่ากันทุกทิศทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรโดยการขยายตัว
แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเสียรูปทรงไปจากเดิม จึงไม่ทำให้เกิดการ
Yield เนื่องจากสภาพเช่นนี้เหมือนกับของไหลที่อยู่นิ่งมีความดันเท่ากันทุกทิศทางและไม่มีความเค้นเฉือน
จึงเรียกว่า Hydrostatic stress แต่เทอมที่สองคือ Distortional
or Deviatoric stress ส่วนนี้ไม่ทำให้วัสดุเกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรแต่ทำให้เกิดการผิดรูปเนื่องจากความเค้นเฉือนและเกิดการ
Yield ได้ จากรูปที่ 3 เมื่อพิจารณาความเค้นในแกนเดียวเทอมที่
2 และ 3 ทางด้านขวามือคือ Distortional stress แต่ละเทอมประกอบด้วย
ความเค้นกดและความเค้นดึงบน Plane ที่ตั้งฉากซึ่งกันและกันจึงเทียบเท่ากับ
Pure shear stress


