บทประยุกต์ในการใช้งาน Computer Aided Engineering
เรื่อง Failure Criterion (1)

โดย M.E.

(ตอนที่ 1)

2. Maximum distortion energy theory (von Mises Yield condition)
ศึกษาอย่างจริงจังโดย von Mises จึงเรียกว่า von Mises Yield condition ด้วย ทฤษฎีนี้พิจารณาความเค้นเฉือนเหมือนกันและเทียบกับการทดสอบการดึงชิ้นงานเหมือนกัน แต่มองลึกลงไปที่ Total Elastic Energy (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงพลังงานศักย์ยืดหยุ่นของสปริง คล้ายๆกัน) ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตร(Dilatational elastic energy)และส่วนที่ทำให้เกิดการผิดรูปจากความเค้นเฉือน(Distortional elastic energy) ทฤษฎีนี้อ้างว่าชิ้นงานจะเกิดความเสียหายเนื่องจากการ Yield ก็ต่อเมื่อ Distortional elastic energy ภายในชิ้นงานนั้นมีค่าเท่ากับ ทฤษฎีนี้ใช้หลักการ Superposition ในการพิจารณาความเค้น พิจารณา Element ที่รับความเค้นหลัก , และ ทั้งสามแกน และ กำหนดให้ Mean hydrostatic stress,

เทอมแรกทางด้านขวามือเรียกว่า Dilatational stress หรือ Hydrostatic stress เทอมนี้เกิดความเค้นที่เท่ากันทุกทิศทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรโดยการขยายตัว แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการเสียรูปทรงไปจากเดิม จึงไม่ทำให้เกิดการ Yield เนื่องจากสภาพเช่นนี้เหมือนกับของไหลที่อยู่นิ่งมีความดันเท่ากันทุกทิศทางและไม่มีความเค้นเฉือน จึงเรียกว่า Hydrostatic stress แต่เทอมที่สองคือ Distortional or Deviatoric stress ส่วนนี้ไม่ทำให้วัสดุเกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาตรแต่ทำให้เกิดการผิดรูปเนื่องจากความเค้นเฉือนและเกิดการ Yield ได้ จากรูปที่ 3 เมื่อพิจารณาความเค้นในแกนเดียวเทอมที่ 2 และ 3 ทางด้านขวามือคือ Distortional stress แต่ละเทอมประกอบด้วย ความเค้นกดและความเค้นดึงบน Plane ที่ตั้งฉากซึ่งกันและกันจึงเทียบเท่ากับ Pure shear stress


 


 

Copyright 2000-2002 CADTHAI.COM
Contact webmaster