ในการออกแบบชิ้นงานทางวิศวกรรมจำนวนมากนั้น
ชิ้นงานจะรับภาระกรรมหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ความเค้นดึง
ความเค้นกด และความเค้นเฉือน ซึ่งเรียกว่าความเค้นผสม(
combined stress)และเป็นแบบสามมิติ จึงมีผู้พยายามตั้งทฤษฎีขึ้นมาใช้อธิบายถึงความเสียหายของชิ้นงาน
โดยการเทียบกับสิ่งที่สามารถตรวจสอบด้วยการทดลองได้เช่น
Yield tensile strength, Ultimate tensile strength
หรือ strain ซึ่งค่าทั้งหมดได้จากการทดลองดึงชิ้นทดสอบในแนวแกนหรือแบบมิติเดียว
ทฤษฎีเหล่านี้เรียกว่า ทฤษฎีความเสียหาย (Failure
Criterion Theorem) และเนื่องจากวัสดุเหนียว(ductile
material)และเปราะ(brittle material)เกิดความเสียหายที่แตกต่างกัน
โดยวัสดุเหนียวจะเกิดความเสียหายเมื่อค่าความเค้นที่เกิดขึ้นในวัสดุถึง
Yield point ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เพราะเมื่อความเค้นเกินค่านี้ไปแล้ววัสดุจะไม่สามารถคืนรูปกลับสู่สภาพเริ่มต้นได้
ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงความเสียหาย( Failure)ของวัสดุเหนียวก็จะต้องพูดถึง
Yield stress ซึ่งคือค่าความเค้น ณ Yield point ส่วนวัสดุเปราะจะไม่มี
Yield point ความเสียหายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อวัสดุรับความเค้นจนเกินการแตกหรือแยกของเนื้อวัสดุ
ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงความเสียหาย( Failure)ของวัสดุเปราะก็จะต้องพูดถึง
Ultimate stress ซึ่งคือค่าความเค้นที่ทำให้วัสดุเกิดการแตกหัก