มีตัวแปรมากมายที่เกิดขึ้นในกระบวนการขึ้นรูป
ที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการขึ้นรูปของชิ้นงาน
(ตารางที่ 1 ) ซึ่งหลาย ๆ ตัวแปรด้วยกันที่เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทดสอบด้วยการจำลองการทำงานได้
เพื่อหาค่าทีเหมาะสมและนำไปใช้ในกระบวนการผลิต แม้ว่าการจำลองการขึ้นรูปชิ้นโลหะแผ่นอาจจะไม่ได้นำเอาเหตุการณ์หารือตัวแปรที่เกิดขึ้นจริงไปคำนวณ
(ยกตัวอย่าง เช่น ค่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างการขึ้นรูป
ซึ่งในโปรแกรมอาจจะประมาณจากฟังก์ชั่นของ Coulomb
Model กับค่าสัมประสิทธิ์เพียงค่าเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแรงเสียดทานนั้นมีค่าที่แตกต่างกัน
ไม่สม่ำเสมอตลอดผิวของชิ้นงาน ซึ่งอาจเกิดจากความเรียบของผิวที่ไม่สม่ำเสมอ)
แต่จากการนำเอาผลที่ได้จากคอมพิวเตอร์ไปเปรียบเทียบกับการขึ้นรูปจริงนั้นยังนับว่ามีความแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะนำผลจาการคำนวณมาประเมินได้
โดยเฉพาะผลลัพธ์สุดท้ายที่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงจนนำไปสู่การลดทั้งอัตราของชิ้นงานที่เสียหาย
และการนำมา Rework ใหม่ ซึ่งจะทำให้ เราสามารถก้าวสู่อีกขั้นของการออกแบบทั้งชิ้นงานและกระบวนการผลิต
Implementation
เปรียบเทียบ
ตามรูป 5a และ 5b นั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจำลองการขึ้นรูปด้วยคอมพิวเตอร์
สามารถลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต สามารถหลีกเลี่ยงการแก้ไขที่มีผลกระทบกับต้นทุนในการทำแม่พิมพ์
และยังส่งผลให้การตกแต่งแม่พิมพ์ในช่วง Try Out
ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือช่วยลดเวลาอีกด้วย
จากแถบทางด้านขวามือในรูป
5b แสดงถึงบทบาทของโปรแกรมทั้ง 2 แบบ คือ One-Step
และ Multi-Step ที่มีอิทธิพลในการออกแบบแต่ละขั้นตอน
ในขณะที่ Multi-Step จะให้ความแม่นยำใกล้เคียงมาก
แต่ One-Step กลับมีบทบาทอย่างมาก ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา
เนื่องจากในขั้นตอนนี้ยังมีตัวแปรอีกมากที่ไม่สามารถหาได้
หัวใจสำคัญที่จะทำให้การนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาจำลองการขึ้นรูป
ก็คือ การจำแนกแยกแยะขั้นตอนของการออกแบบ และนำเอาโปรแกรมทั้ง
2 แบบ ที่กล่าวมาใช้อย่างเหมาะสม ในความเป็นจริงยังมีโปรแกรมในลักษณะอื่น
ๆ ที่สามารถจำแนกได้อีกอย่างเช่น โปรแกรมอาจจะเป็นแบบ
3 มิติ หรือ 2 มิติ ซึ่งมีความยากง่ายในการใช้งานที่แตกต่างกัน
การเตรียมการของบุคคลากรก็เป็นสิ่งสำคัญ การวางแผน
การฝึกอบรม การใช้งานโปรแกรมอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการศึกษาในเรื่องพื้นฐานของพฤติกรรมของวัสดุ
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลถึงความแม่นยำของผลลัพธ์
โดยตรง
แม้ว่าจะมีการเตรียมการอย่างดี
แต่ในทางปฏิบัติจริงก็ยังพบว่า การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ก็ยังต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและพัฒนาความแม่นยำของผลลัพธ์ที่ได้
โดยเฉพาะการใช้งาน Multi-Step ซึ่งถือว่ามีความซับซ้อนมากที่สุดซึ่งอาจจะกินเวลาหลายเดือนกว่าจะเริ่มเห็นผล