บทนำ
นับตั้งแต่มีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์และจำลองการชิ้นรูปโลหะแผ่น
(sheet metal forming simulation) ใน มหาวิทยาลัยต่าง
ๆ หรือสถาบันที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้นั้น
ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจนมีความสามารถที่จะนำไปใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมโดยมีจุดสำคัญอยู่
3 ประการที่ช่วยให้การใช้งานจริงประสบผลสำเร็จคือ
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนั้นนำไปสู่ความสำเร็จในการอย่างจริงจังตั้งแต่บริษัทที่เป็น
OEMS ของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ไปจนถึง Subcontract รายย่อยซึ่งเป็นบริษัทที่มีขนาดเล็กลงมา
แต่ในส่วนที่บริษัทใดจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความคุ้มค่า
และความสำคัญในการนำไปใช้งาน
สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึง การพัฒนา ซอฟแวร์ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการผลิต
ไปจนกระทั่งนำไปใช้ เป็นเครื่องมือในการออกแบบแม่พิมพ์
และตัวชิ้นงานเองในส่วนของเทคนิคซึ่งจะกล่าวถึงทั้งวิธีการแบบ
One Step และ Multi Step อีกทั้งเรื่องของเทคนิคในเรื่องของ
Solver ที่ใช้ในโปรแกรมทั้งแบบ implicit และ explicit
ว่า solver แบบใดหรือวิธีการใดที่จะเหมาะสมที่ใช้ในสถานการณ์
ใด และในส่วนที่จะกล่าวถึงความน่าเชื่อถือความแม่นยำของโปรแกรม
ก็นำเอากรณีศึกษามาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบกันระหว่างผลลัพธ์ของการวิเคราะห์และผลที่ได้จากการปฏิบัติงานจริง
ในส่วนสุดท้ายจะกล่าวถึงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างเช่น การนำผลวิเคราะห์ที่ได้ไปใช้ต่อในการวิเคราะห์งานประเภทอื่น
เช่น การกระแทก, การชน เพื่อที่จะประเมินคุณภาพของความแข็งแรงบนชิ้นงานที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความหนาของชิ้นงานในแต่ละส่วนที่ไม่เท่ากันรวมไปถึงความเครียดตกค้างหลังการขึ้นรูป
เป็นต้น
พฤติกรรมของวัสดุ (โลหะแผ่น
)
จากการศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นความเครียดในโลหะที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้อธิบาย
พฤติกรรมของโลหะแผ่นเมื่อมีการขึ้นรูป ความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดของโลหะ
ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก เหนียว, อลูมิเนียม หรืออื่น ๆ
สามารถประมาณได้จาก Power law Function (รูปที่ 1A)
Yield Function
ของโลหะแผ่นได้มีการคิดในเรื่องของทิศทางบน plane
ของโลหะแผ่นเอาไว้ด้วย เนื่องจากโลหะแผ่นนั้นจะต้องผ่านการรีดขึ้นรูปจนมาเป็นโลหะแผ่น
ดังนั้น คุณสมบัติของโลหะแผ่นเองตามความยาวจะไม่เท่ากับตามขวาง
ลักษณะนี้เรียกว่า Anisotropic ด้วยคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกันของโลหะแผ่นในตามยาวและตามขวางนี้ก็ส่งผลถึงความสามารถในการขึ้นรูปนั้นต่างกันด้วย
โดยกำหนดค่าคุณสมบัติเพื่ออธิบายความแตกต่างกันนี้คือค่า"
r"(องศาบน planeของโลหะแผ่น) (รูปที่ 1 b)
เทคนิคในการวัดความเค้นได้ถูกพัฒนาเป็นผลลัพธ์ในลักษณะกราฟที่เรียกว่า
FLD หรือ Forming Limit Diagram เมื่อ Forming Limit
Curve ได้ พล็อตบน FLD (FLC คือ กราฟที่แสดงถึง limit
ที่อนุญาตให้การขึ้นรูปเกิดความเค้นได้)
หลังจากการวิเคราะห์ผลการขึ้นรูปเราจะสามารถเห็น
Safety Margin ซึ่งจะบอกเราได้ว่ากระบววนการขึ้นรูปเราเกิดความเค้นจนใกล้ถึงจุดอันตรายมากน้อยขนาดไหน
(รูปที่ 2)
FLC กำหนดขึ้นโดยขึ้นอยู่กับค่ากำลัง "n" (รูป 1A)
และความหนาของโลหะแผ่น
พฤติกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นเป็นรากฐานที่จำเป็นของการพัฒนาโปรแกรมจำลองการขึ้นรูป
ทั้งค่า Factor "r" และ "n" อีกทั้ง Failure criterion
ที่ใช้ FLC เป็นตัวกำหนด เป็นสิ่งจำเป็นที่ถูกบรรจุอยู่ใน
software ส่วนใหญ่อยู่ในขณะนี้