ซอฟท์แวร์ไฟไนต์วอลุ่ม(Finite Volume)
กับการวิเคราะห์การตีขึ้นรูป(Forging)

ชัยฤทธิ์ อู่พิชิต
e-mail : chaiyarit@champion.co.th

                        ข้อมูลต่างๆที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์การตีขึ้นรูปโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไฟไนต์วอลุ่มที่ใช้เป็นตัวอย่างมีอยู่หลายองค์ประกอบด้วยกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสอดคล้องกับธรรมชาติของการตีขึ้นรูปโลหะ ดังเช่นค่าคุณสมบัติของวัสดุ ซึ่งโดยทั่วไปพฤติกรรมของวัสดุที่เกิดการเปลี่ยนรูปเชิงพลาสติก(Plastic Deformation) จะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความเครียด (Strain) อัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียด (Strain rate) และอุณหภูมิ ที่ตำแหน่งและช่วงเวลาใดๆของอนุภาคโลหะ โดยคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดจะได้มาจากการทดลองแบบกด (Compression Test) ที่ความเร็วและอุณหภูมิต่างๆ จะก่อให้เกิดเส้นโค้งของความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดที่อัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียดและอุณหภูมิต่างๆ สำหรับการตีขึ้นรูปเย็นความเค้นจะมีอิทธิพลต่อระบบมากกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียด ในขณะเดียวกันอัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียดจะมีผลต่อการขึ้นรูปร้อนมากกว่าความเครียด โดยทั่วไปสมการทางคณิตศาสตร์ที่รองรับแบบจำลองของวัสดุมีอยู่หลายรูปแบบ แต่โดยส่วนใหญ่สำหรับปัญหาการตีขึ้นรูปสามารถแยกได้เป็นสองลักษณะดังนี้

โดย S คือค่าความเค้นครากต่ำที่สุด (Minimum Yield Stress) , คือความเครียดประสิทธิผล (Effective Strain) ,
คืออัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียดประสิทธิผล (Effective Strain Rate), A,C,M และ N คือค่าคงที่เฉพาะของวัสดุ

            
            นอกจากคุณสมบัติของวัสดุแล้วความเร็วที่ใช้ในการตีถือเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ที่สำคัญ เพราะจะไปมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงความเครียดในระบบ ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเนื่องจากงานการเปลี่ยนรูปของโลหะ โดยทั่วไปเส้นกราฟความสัมพันธ์ของระยะการเคลื่อนที่ของแม่พิมพ์เมื่อเทียบกับเวลาจะขึ้นอยู่กับลักษณะของเครื่องที่ใช้ ดังเช่น เครื่องแบบ Crank Press แบบ Hammer แบบ Screw Press หรือแบบ Hydraulic Press โดยในแต่ละลักษณะจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเร็วในรูปแบบต่างๆ ดังเช่นจะเกิดลักษณะความเร็วคงที่ในเครื่องแบบ Hydraulic Press หรือความเร็วมีลักษณะเป็นรูปคลื่นหากใช้เครื่องแบบ Crank Press เป็นต้น

                        ปัจจัยของความเสียดทานมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในระบบการตีขึ้นรูปโลหะได้เช่นเดียวกันเนื่องจากจะก่อให้เกิดความเค้นเฉือน (Shear Stress) ตรงบริเวณผิวสัมผัสระหว่างชิ้นงานและแม่พิมพ์ ซึ่งจะส่งผลถึงทิศทางในการไหลของโลหะที่เกิดขึ้นในแม่พิมพ์ นอกจากความเสียดทานแล้ว อุณหภูมิก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะจะส่งผลโดยตรงถึงคุณสมบัติของวัสดุดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในชิ้นงานจะเกิดจากหลายองค์ประกอบด้วยกันคือ การนำความร้อนที่เกิดขึ้นในชิ้นงาน การถ่ายเทความร้อนระหว่างชิ้นงานกับอากาศ และ ชิ้นงานกับแม่พิมพ์ การพาความร้อนเนื่องจากความเร็วการไหลของโลหะ ความร้อนที่เกิดขึ้นเองเนื่องมาจากการเปลี่ยนรูปของโลหะ เป็นต้น นอกจากนี้ อุณหภูมิยังมีผลต่อการขยายตัวและหดตัวของโลหะซึ่งจะมีผลต่อความคลาดเคลื่อนของขนาดของชิ้นงานภายหลังกระบวนการตีขึ้นรูป ซึ่งการขยายตัวหรือหดตัวของโลหะนี้จะขึ้นอยู่กับค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวของวัสดุอันเนื่องมาจากความร้อน (Thermal Expansion Coefficient) ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของวัสดุ ขนาดของการขยายหรือหดตัวนี้ สามารถทำการคำนวณได้จากระเบียบวิธีเชิงตัวเลขต่างๆดังเช่น ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์

                        โดยทั่วไปผลการวิเคราะห์ที่สำคัญจะอยู่ในรูปของความดัน อุณหภูมิ และส่วนประกอบของความเร็วในทิศทางต่างๆ ที่แต่ละขั้นเวลา(Time Step) ของการคำนวณ ดังนั้นจึงสามารถแสดงผลในลักษณะต่อเนื่องตั้งแต่ชิ้นงานเริ่มต้นไปจนกระทั่งถึงช่วงที่ชิ้นงานเปลี่ยนรูปเสร็จสิ้น ซึ่งผลเหล่านี้จะทำให้ผู้ออกแบบทราบถึงปริมาณเนื้อโลหะว่าไหลเข้าไปเต็มแม่พิมพ์หรือไม่ มีครีบที่เหลือจากการตีขึ้นรูปมากน้อยเพียงไร แรงดันที่ชิ้นงานกระทำต่อแม่พิมพ์เป็นเท่าไร ความหนาแน่นของวัสดุที่แต่ละตำแหน่งต่างกันอย่างไร จำนวน stage ที่ใช้ในการตีเป็นเท่าไร ชิ้นงานเริ่มต้นควรมีลักษณะอย่างไร ควรใช้สารหล่อลื่นชนิดใด ควรเลือกใช้เครื่องชนิดใด ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยวิศวกรผู้ออกแบบในการตัดสินใจก่อนที่จะทำการผลิตจริง ซึ่งหากผลที่ได้ยังไม่เป็นที่พึงพอใจ การปรับเปลี่ยนขนาดของชิ้นงาน ลักษณะของแม่พิมพ์ รวมถึงสภาวะการตีขึ้นรูป จะสามารถกระทำได้โดยง่าย ซึ่งโดยรวมจะทำให้ลดเวลาในการออกแบบแม่พิมพ์ และได้แม่พิมพ์ที่มีคุณภาพ

                        องค์ประกอบดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญที่จะใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการไหลของโลหะที่เกิดขึ้นจากการตีขึ้นรูปโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากเทคโนโลยีไฟไนต์วอลุ่ม ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือสมัยใหม่ของยุคที่คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันดังเช่นปัจจุบัน ซึ่งวิศวกรสมัยใหม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ และผลักดันให้เกิดการออกแบบและวิจัยอย่างเป็นระบบและถูกต้อง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ และสามารถแข่งขันได้กับหลายๆประเทศในทวีปเอเชียที่มีเทคโนโลยีนำหน้าเราไปหลายช่วงตัว ดังเช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งนอกจากการตีขึ้นรูปแล้ว การวิเคราะห์ปัญหาทางวิศวกรรมในด้านอื่นๆ ดังเช่น การสั่นสะเทือน การถ่ายเทความร้อน การไหลของของไหล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่สามารถทดสอบวิเคราะห์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น หากเพียงแต่หน่วยงานต่างๆพร้อมแล้วหรือยังที่จะเปิดรับเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองแทนที่จะเป็นผู้รับจ้างผลิตหรือประกอบดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


หนังสืออ้างอิง
1. ปราโมทย์ เดชะอำไพ. ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในงานวิศวกรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.
2. H.K Versteeg and W. Malalasekera. An introduction to computational fluid dynamics The finite volume method. England: Longman Scientific&Technical, 1995.
3. MSC.SuperForge User's Manual (Version 1.0). The MacNeal-Schwendler Corporation, 1998
4. George E. Dieter. Mechanical Metallurgy. New York: McGraw-Hill, 1998
5. Taylan Altan, Soo-lk Oh and Harold L. Gegel. Metal Forming Fundamentals and Application. U.S.A.: American Society for Metals, 1986.


 

Copyright 2000-2002 CADTHAI.COM
Contact webmaster